1. ตั้งเป้าหมายใหม่ในชีวิตอีก 30 ปีที่เหลือ
“เพราะอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยสูงขึ้นเราต้องใช้ชีวิตหลังเกษียณไปอีก 30 ปี”
อายุเฉลี่ยของคนไทยวันนี้ จะยืนยาวถึง 90 ปี หลังเกษียณยังใช้ชีวิตปกติ  ทำงานเท่าเดิม สมองยังดีอยู่ เพราะสนใจสุขภาพตัวเองมากขึ้น ทั้งเรื่องการกิน การออกกำลังกายและการพักผ่อน ประกอบกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พัฒนาไปไกล
สิ่งสำคัญคือต้องเปลี่ยนความคิดและเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ เพราะหลังเกษียณ คุณต้องอยู่ไปอีก 30 ปี
1. ต้องวางแผนตอนนี้ว่าจะอยู่อย่างไร
2. ต้องดูแลสุขภาพให้ดีไม่เป็นโรคเรื้อรัง
3. หาที่อยู่ ที่คุณสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองเมื่อถึงวัยชรา
2. ย้ายตัวเองออกจากบ้านหลังเดิม
สาเหตุที่เราไม่สามารถอยู่ในบ้านหลังเดิมได้ เพราะ
1) อัตราการเป็นโรคซึมเศร้าสูงเป็นอันดับ 1 สาเหตุมาจากการอยู่บ้านคนเดียว ผู้สูงอายุเกือบ 20 % ต้องอยู่คนเดียวในบ้านเพราะลูกหลานไปเรียนไปทำงาน  ทำให้รู้สึกด้อยค่า จากที่เคยเป็นผู้นำครอบครัว เป็นผู้บริหาร กลับถูกลดบทบาทเป็นผู้ตาม ทำให้เกิดอาการซึมเศร้า ทุกข์ทั้งกายและใจ โรคต่างๆ ก็จะตามมา ทำให้คิดแม้กระทั่งการฆ่าตัวตาย
2) อัตราการตายที่สูงเป็นอันดับ 2 ของคนไทยคือการหกล้มหรือมีอุบัติเหตุในบ้าน เพราะบ้านที่คุณอยู่ไม่ได้ออกแบบสำหรับผู้สูงอายุ ที่มักจะล้มในที่ๆ คุ้นเคย เพราะการทรงตัวของเราที่เสื่อมไปตามอายุ เช่นพื้นบ้าน พื้นห้องน้ำ ที่ไม่มีราวจับ
3. ย้ายไปอยู่ในบ้านที่เหมาะกับคุณ ในอีก 30 ปีที่เหลือ
บ้านที่เราเคยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว หรือเป็นตึกแถวบันไดชัน ห้องน้ำแคบ จะทำให้เราใช้ชีวิตลำบากเมื่อแก่ตัวเข้า…เราต้องตรียมการย้ายมาอยู่บ้านหลังใหม่หลังเกษียณ เพื่อที่จะอยู่ไปอีก 30 ปี โดยที่ไม่เป็นภาระยุ่งยาก กับคนอื่น…บ้านที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร…วงจรชีวิตมนุษย์เป็นกราฟชีวิตแบบย้อนหลัง  (Bell Shape) ตอนเด็กจะเป็นกราฟขาขึ้น ทำอะไรเองได้ แต่ตอนสูงอายุจะย้อนกลับ เคยทำอะไรด้วยตัวเองได้ ผ่านไปอีก 3-4 ปี เริ่มไม่มั่นใจ ผ่านไปอีก 6-7 ปีอาจต้องมีคนดูแล…เพราะฉะนั้น บ้านที่เหมาะสม คือบ้านที่ต้องมีองค์ประกอบหลายๆ ส่วนที่ช่วยให้เราอยู่อย่างมีความสุขทุกช่วงเวลา…ตั้งแต่ย้ายเข้าไปตอนอายุ 60 ยังแข็งแรงอยู่…อยู่ไป 70 กว่า เริ่มต้องมีไม้ค้ำยัน…80 กว่าต้องมีล้อเข็น ก็สามารถอยู่ที่นั่นได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลง เป็น House คือในบ้าน ถูกออกแบบให้รถเข็นไปได้ทุกที่ มีราวให้จับ กลางคืนมีแสงสว่าง เดินแล้วไม่สะดุด ที่นอนมีความสูงที่เหมาะสม ประตูกว้างเข้าออกสะดวก ห้องน้ำเป็นประตูสไลด์ มีที่นั่งอาบน้ำ และราวจับ รถเข็นเข้าได้ มีปุ่มฉุกเฉิน มีเซ็นเซอร์แจ้งเตือนการล้มตลอดเวลา หากเกิดอะไรขึ้น ไม่กี่นาทีพยาบาลก็มาถึง เพราะมี Health Care Service อยู่ในทุกอาคาร….นอกบ้าน มีสิ่งแวดล้อมที่ดี อากาศดี มีสวนกว้างใหญ่ สระว่ายน้ำมีทางลาด ที่เจ้าหน้าที่สามารถพาคนไข้พร้อมรถเข็นลงไปออกกำลังกายได้เลย รถเข็นสามารถไปได้ทุกที่ เพื่อสร้าง ความภูมิใจในการทำในสิ่งที่อยากทำได้ด้วยตัวเอง เป็นบ้านที่ถูกออกแบบให้มีสิ่งแวดล้อม ที่เอื้อให้คุณพึ่งพาตัวเองได้…เป็น Home คืออยู่ในสังคมและชุมชนที่ดี จะทำให้สุขภาพแข็งแรงและชีวิตยืนยาวได้
มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ มีเพื่อนบ้านที่เป็นรุ่นราวคราวเดียวกัน เข้าใจกัน มีกิจกรรมร่วมกัน เหมือนกลับไปอยู่หอพักมหาวิทยาลัยอีกครั้งหนึ่ง เป็น Group Therapy ที่จะช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน เน้นย้ำว่า มนุษย์เราเมื่อถึงจุดนึง จากเคยเต็มร้อยก็จะถดถอยลง แต่ไม่ใช่ว่าจะหมดความหวัง คุณยังสามารถดำรงชีพ ต่อไปอีก 20-30 ปี อย่างมีความหวังและความภูมิใจในความเป็นมนุษย์
4. มีหมออยู่ในบ้าน
การที่มีคนในครอบครัวหรือคนใกล้ตัวเป็นหมอ หรือมีหมออยู่ใกล้ๆ เราจะรู้สึกปลอดภัย เพราะสามารถปรึกษาหารือในเรื่องความเจ็บป่วยได้ รู้สึกอุ่นใจและพึ่งพาได้ บ้านที่เรากำลังมองหาต้องเป็นชุมชน เป็นบ้านหลังใหญ่ มีหลายร้อยห้อง มีโรงพยาบาลอยู่ข้างใน มีคุณหมอดูแล มีนักกายภาพ มีนักจิตวิทยาที่เข้าใจผุ้สูงอายุ และพร้อมพูดคุยเพื่อให้คำปรึกษา
เป็นบ้านหลังใหญ่ เป็นชุมชนที่มีหมออยู่ในบ้าน
บ้านหลังใหญ่นี้ ประกอบไปด้วยอยู่ 3 ส่วน…1. สังคม 2. โรงซ่อม 3. โรงสร้าง
1.สังคม…อยู่กับเพื่อนบ้านรุ่นราวคราวเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน ปรึกษาหารือ ทำกิจกรรมที่ชื่นชอบด้วยกัน
2.โรงซ่อม…คือโรงพยาบาล  เพื่อเยียวยารักษาเมื่อมีการเจ็บป่วย ให้กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม
3.โรงสร้าง…คือ Wellness และ Club House ต่างๆ ที่มีหลายกิจกรรมที่ออกแบบเพื่อส่งเสริมให้สุขภาวะดีขึ้นกว่าเดิม ทั้งกาย ใจ และ จิตวิญญาณ เช่น จะจัดการกับน้ำหนักที่เกิน ลงพุง ต้องใช้อีกหลายกรรมวิธี ทั้งเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย กิจวัตรประจำวัน การนอน หรือทำให้ความฝันของผู้สูงวัยบางคนเป็นจริง เช่นจะไปพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสท์ ต้องเตรียมตัวอย่างไร ทำอย่างไรที่จะไปให้ถึงฝันนั้น เป็นส่วนที่จะเติมชีวิตเติมความฝันให้เป็นจริง มีสหวิชาชีพที่มีองค์ความรู้ในหลายๆ ด้านมาประกอบกัน มีความฝันที่จะทำให้ชุมชนนี้ดีขึ้นไปด้วยกัน คำว่าชุมชนไม่ได้หมายถึงเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรอย่างเดียว แต่หมายถึงเพื่อนห้องข้างๆ ที่มีการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือกัน เหมือนกลับไปอยู่หอมหาวิทยาลัยอีกรอบ
จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ เป็นต้นแบบที่เราบุกเบิก เป็นโครงการแรกของประเทศที่ถูกออกแบบมาตั้งแต่แรก ซึ่งไม่เคยมีที่ไหนทำมาก่อน…มันคือบ้านหลังใหญ่ มีชุมชน มีกลุ่มคนคล้ายที่รักสุขภาพ มีหมออยู่ในบ้าน มีสังคม โรงซ่อมและโรงสร้าง เจ้าหน้าที่และบุคลากรมีอุดมการณ์เดียวกัน มีความฝันที่อยากทำชุมชนหลายร้อยครัวเรือนนี้ ให้มีสุขภาพดีที่สุด เพื่อเติมเต็มความฝันของคน Generation Wellbeing
5. อยู่ในที่ๆ มีคนดูแลเราทั้งร่างกาย ใจ และจิตวิญญาณ (Body Soul Spirit)
Generation Wellbeing คือการตั้งเป้าหมายร่วมกันระหว่างคุณหมอกับผู้สูงอายุว่า จะมีสุขภาพที่แข็งแรงแบบยั่งยืน อายุ 80 เราต้องอยู่ให้ได้ แบบไม่ต้องพึ่งพาใคร มีหัวใจหลักอยู่ที่คำว่า Body Soul Spirit ร่างกาย ใจ และจิตวิญญาณ ทั้ง 3 ส่วนต้องสัมพันธ์กันอย่างสอดคล้องลงตัว ซึ่งทั้ง 3 สิ่งนี้ต้องถูกออกแบบด้วยโปรแกรมการดูแลที่เหมาะสม อย่างเข้าใจ ต้องออกแบบให้ Body Soul และ Spirit ได้รับการเติมเต็มอย่างเหมาะสม เพื่อให้ก้าวข้ามผ่านตรงนี้ไปได้…การออกแบบก็จะออกแบบตามโปรแกรมที่คุณหมอเห็นสมควร เป็นกิจวัตรประจำวัน เป็นรูปแบบการรักษา เป็นการวางแผน เป็นการออกแบบตั้งแต่ที่อยู่อาศัย ออกแบบการใช้ชีวิต ที่ครบถ้วน ที่เหมาะกับชีวิตของแต่ละคน
เช่นเคสคนไข้มะเร็ง หมอต้องฟื้นฟูร่างกายเป็นหลัก ฟื้นฟูอาหาร หมอจะทำให้ร่างกายของคนไข้มีสุขภาวะที่ดีในจุดที่เค้ายืนอยู่  นั่นก็คือคุณภาพชีวิตในช่วงระยะเวลาที่เหลืออยู่ ในทางกลับกันคนที่ร่างกายปกติดี แต่มีสภาวะจิตใจย่ำแย่ ทำงานไม่ไหว เป็น Burn out Syndrome ซึมเศร้า คุณหมอก็จะมีกระบวนการต่างๆ มาฟื้นฟูสภาพจิตใจ เริ่มจากการไม่ใช้ยาสอดผสานไปกับวิถีชีวิตคนไข้ จะเป็นสิ่งที่ทำให้คนไข้ก้าวข้ามอุปสรรคของชีวิตให้ได้ ทั้งทางด้านสุขภาพ จิตใจ หรือทางด้านของการไม่รู้คุณค่าของตัวเอง สิ่งนี้คือสิ่งที่ทางทีมงานตั้งใจอย่างเต็มที่ ที่จะเป็นเพื่อนร่วมทาง ทำให้คนไข้สามารถที่จะเดินทางไปได้อย่างราบรื่น
การดูแลร่างกาย ใจ และจิตวิญญาณ มันคือสุขภาวะที่ดีแบบยั่งยืน (Sustainable Health) สามารถที่จะนำพาชีวิตของคุณไปได้อย่างดี แต่ถ้าคุณยังหย่อนตรงไหน ที่ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ พร้อมออกแบบทุกอย่างให้สอดคล้องด้วยทีมแพทย์ ให้ครบจบในที่เดียว คุณไม่ต้องไปหาที่ไหนอีก เราทีมบุคลากรทางสุขภาพ เป็นกัลยาณมิตร เป็นหนึ่งในผู้ที่จะช่วยคุณค้นหาแสงนำทางของชีวิต นั่นหมายความว่า ตอนคุณอายุ 80 ปี ก็จะยังมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข แข็งแรงแบบยั่งยืนไปด้วยกัน…โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร
6. อยู่ในที่ๆ ทำให้เรามีคุณค่าอยู่เสมอ
Early Retirement- Early Death เกษียณเร็ว ตายเร็ว…จากงานวิจัยพบว่าคนที่เกษียณเร็วกว่าที่ควร หลายคนอายุสั้น จริงแล้วเพราะเขาขาดจังหวะชีวิตที่ดีงามไป การที่เราได้ออกมาทำงานทุกวัน ถึงแม้เราจะเบื่อก็ตาม แต่การงานนั้นทำให้เราต้อง ตื่นตรงเวลา กินตรงเวลา และทำให้เราต้องกลับบ้านไปหาคนที่เรารักตรงเวลา แต่ถ้าเกษียณแล้ว จะเกิดภาวะซึมเศร้า เกิดภาวะร่างกายแปรปรวน โรคภัยไข้เจ็บก็ตามมา มันคือ Early Death…ก่อนเกษียณจากงานหรือสิ่งที่เราเป็นอยู่ เราต้องมีจังหวะชีวิตที่เป็นของเราเอง รู้ว่า ณ จังหวะชีวิตตอนนี้ เราต้องการอะไร และทำอะไร
เราต้องมีบทต่อไปของตัวเอง เราต้องพักเพื่อมาเกิดงานอีกงานหนึ่ง เกิดสิ่งที่มีประโยชน์อีกหลายๆ อย่างตามมา ดังนั้นคำว่าเกษียณสำหรับหมอ คือ ผละจากสิ่งหนึ่งเพื่อไปต่อบทใหม่ของชีวิตอีกบทหนึ่ง เรียกว่าบทชีวิตในฝัน ที่สำคัญมีการตื่นรู้  รู้ว่าต้องไปทางไหนดี…เเกษียณ สำหรับหมอไม่ได้แปลว่าจบ หากแต่แปลว่า บทใหม่ของชีวิตที่เราออกแบบเองได้ นั่นก็คือการสร้างเรื่องราวใหม่ๆ ให้ชีวิตหลังเกษียณ เป็นเจ้านายตัวเองที่พร้อมออกแบบชีวิตให้มีคุณค่าอยู่เสมอ
1. ตั้งเป้าหมายใหม่ในชีวิตอีก 30 ปีที่เหลือ
“เพราะอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยสูงขึ้นเราต้องใช้ชีวิตหลังเกษียณไปอีก 30 ปี”
อายุเฉลี่ยของคนไทยวันนี้ จะยืนยาวถึง 90 ปี หลังเกษียณยังใช้ชีวิตปกติ  ทำงานเท่าเดิม สมองยังดีอยู่ เพราะสนใจสุขภาพตัวเองมากขึ้น ทั้งเรื่องการกิน การออกกำลังกายและการพักผ่อน ประกอบกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พัฒนาไปไกล
สิ่งสำคัญคือต้องเปลี่ยนความคิดและเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ เพราะหลังเกษียณ คุณต้องอยู่ไปอีก 30 ปี
1. ต้องวางแผนตอนนี้ว่าจะอยู่อย่างไร
2. ต้องดูแลสุขภาพให้ดีไม่เป็นโรคเรื้อรัง
3. หาที่อยู่ ที่คุณสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองเมื่อถึงวัยชรา
2. ย้ายตัวเองออกจากบ้านหลังเดิม
สาเหตุที่เราไม่สามารถอยู่ในบ้านหลังเดิมได้ เพราะ
1) อัตราการเป็นโรคซึมเศร้าสูงเป็นอันดับ 1 สาเหตุมาจากการอยู่บ้านคนเดียว ผู้สูงอายุเกือบ 20 % ต้องอยู่คนเดียวในบ้านเพราะลูกหลานไปเรียนไปทำงาน  ทำให้รู้สึกด้อยค่า จากที่เคยเป็นผู้นำครอบครัว เป็นผู้บริหาร กลับถูกลดบทบาทเป็นผู้ตาม ทำให้เกิดอาการซึมเศร้า ทุกข์ทั้งกายและใจ โรคต่างๆ ก็จะตามมา ทำให้คิดแม้กระทั่งการฆ่าตัวตาย
2) อัตราการตายที่สูงเป็นอันดับ 2 ของคนไทยคือการหกล้มหรือมีอุบัติเหตุในบ้าน เพราะบ้านที่คุณอยู่ไม่ได้ออกแบบสำหรับผู้สูงอายุ ที่มักจะล้มในที่ๆ คุ้นเคย เพราะการทรงตัวของเราที่เสื่อมไปตามอายุ เช่นพื้นบ้าน พื้นห้องน้ำ ที่ไม่มีราวจับ
3. ย้ายไปอยู่ในบ้านที่เหมาะกับคุณ ในอีก 30 ปีที่เหลือ
บ้านที่เราเคยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว หรือเป็นตึกแถวบันไดชัน ห้องน้ำแคบ จะทำให้เราใช้ชีวิตลำบากเมื่อแก่ตัวเข้า…เราต้องตรียมการย้ายมาอยู่บ้านหลังใหม่หลังเกษียณ เพื่อที่จะอยู่ไปอีก 30 ปี โดยที่ไม่เป็นภาระยุ่งยาก กับคนอื่น…บ้านที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร…วงจรชีวิตมนุษย์เป็นกราฟชีวิตแบบย้อนหลัง  (Bell Shape) ตอนเด็กจะเป็นกราฟขาขึ้น ทำอะไรเองได้ แต่ตอนสูงอายุจะย้อนกลับ เคยทำอะไรด้วยตัวเองได้ ผ่านไปอีก 3-4 ปี เริ่มไม่มั่นใจ ผ่านไปอีก 6-7 ปีอาจต้องมีคนดูแล…เพราะฉะนั้น บ้านที่เหมาะสม คือบ้านที่ต้องมีองค์ประกอบหลายๆ ส่วนที่ช่วยให้เราอยู่อย่างมีความสุขทุกช่วงเวลา…ตั้งแต่ย้ายเข้าไปตอนอายุ 60 ยังแข็งแรงอยู่…อยู่ไป 70 กว่า เริ่มต้องมีไม้ค้ำยัน…80 กว่าต้องมีล้อเข็น ก็สามารถอยู่ที่นั่นได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลง เป็น House คือในบ้าน ถูกออกแบบให้รถเข็นไปได้ทุกที่ มีราวให้จับ กลางคืนมีแสงสว่าง เดินแล้วไม่สะดุด ที่นอนมีความสูงที่เหมาะสม ประตูกว้างเข้าออกสะดวก ห้องน้ำเป็นประตูสไลด์ มีที่นั่งอาบน้ำ และราวจับ รถเข็นเข้าได้ มีปุ่มฉุกเฉิน มีเซ็นเซอร์แจ้งเตือนการล้มตลอดเวลา หากเกิดอะไรขึ้น ไม่กี่นาทีพยาบาลก็มาถึง เพราะมี Health Care Service อยู่ในทุกอาคาร….นอกบ้าน มีสิ่งแวดล้อมที่ดี อากาศดี มีสวนกว้างใหญ่ สระว่ายน้ำมีทางลาด ที่เจ้าหน้าที่สามารถพาคนไข้พร้อมรถเข็นลงไปออกกำลังกายได้เลย รถเข็นสามารถไปได้ทุกที่ เพื่อสร้าง ความภูมิใจในการทำในสิ่งที่อยากทำได้ด้วยตัวเอง เป็นบ้านที่ถูกออกแบบให้มีสิ่งแวดล้อม ที่เอื้อให้คุณพึ่งพาตัวเองได้…เป็น Home คืออยู่ในสังคมและชุมชนที่ดี จะทำให้สุขภาพแข็งแรงและชีวิตยืนยาวได้
มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ มีเพื่อนบ้านที่เป็นรุ่นราวคราวเดียวกัน เข้าใจกัน มีกิจกรรมร่วมกัน เหมือนกลับไปอยู่หอพักมหาวิทยาลัยอีกครั้งหนึ่ง เป็น Group Therapy ที่จะช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน เน้นย้ำว่า มนุษย์เราเมื่อถึงจุดนึง จากเคยเต็มร้อยก็จะถดถอยลง แต่ไม่ใช่ว่าจะหมดความหวัง คุณยังสามารถดำรงชีพ ต่อไปอีก 20-30 ปี อย่างมีความหวังและความภูมิใจในความเป็นมนุษย์
4. มีหมออยู่ในบ้าน
การที่มีคนในครอบครัวหรือคนใกล้ตัวเป็นหมอ หรือมีหมออยู่ใกล้ๆ เราจะรู้สึกปลอดภัย เพราะสามารถปรึกษาหารือในเรื่องความเจ็บป่วยได้ รู้สึกอุ่นใจและพึ่งพาได้ บ้านที่เรากำลังมองหาต้องเป็นชุมชน เป็นบ้านหลังใหญ่ มีหลายร้อยห้อง มีโรงพยาบาลอยู่ข้างใน มีคุณหมอดูแล มีนักกายภาพ มีนักจิตวิทยาที่เข้าใจผุ้สูงอายุ และพร้อมพูดคุยเพื่อให้คำปรึกษา
เป็นบ้านหลังใหญ่ เป็นชุมชนที่มีหมออยู่ในบ้าน
บ้านหลังใหญ่นี้ ประกอบไปด้วยอยู่ 3 ส่วน…1. สังคม 2. โรงซ่อม 3. โรงสร้าง
1.สังคม…อยู่กับเพื่อนบ้านรุ่นราวคราวเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน ปรึกษาหารือ ทำกิจกรรมที่ชื่นชอบด้วยกัน
2.โรงซ่อม…คือโรงพยาบาล  เพื่อเยียวยารักษาเมื่อมีการเจ็บป่วย ให้กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม
3.โรงสร้าง…คือ Wellness และ Club House ต่างๆ ที่มีหลายกิจกรรมที่ออกแบบเพื่อส่งเสริมให้สุขภาวะดีขึ้นกว่าเดิม ทั้งกาย ใจ และ จิตวิญญาณ เช่น จะจัดการกับน้ำหนักที่เกิน ลงพุง ต้องใช้อีกหลายกรรมวิธี ทั้งเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย กิจวัตรประจำวัน การนอน หรือทำให้ความฝันของผู้สูงวัยบางคนเป็นจริง เช่นจะไปพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสท์ ต้องเตรียมตัวอย่างไร ทำอย่างไรที่จะไปให้ถึงฝันนั้น เป็นส่วนที่จะเติมชีวิตเติมความฝันให้เป็นจริง มีสหวิชาชีพที่มีองค์ความรู้ในหลายๆ ด้านมาประกอบกัน มีความฝันที่จะทำให้ชุมชนนี้ดีขึ้นไปด้วยกัน คำว่าชุมชนไม่ได้หมายถึงเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรอย่างเดียว แต่หมายถึงเพื่อนห้องข้างๆ ที่มีการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือกัน เหมือนกลับไปอยู่หอมหาวิทยาลัยอีกรอบ
จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ เป็นต้นแบบที่เราบุกเบิก เป็นโครงการแรกของประเทศที่ถูกออกแบบมาตั้งแต่แรก ซึ่งไม่เคยมีที่ไหนทำมาก่อน…มันคือบ้านหลังใหญ่ มีชุมชน มีกลุ่มคนคล้ายที่รักสุขภาพ มีหมออยู่ในบ้าน มีสังคม โรงซ่อมและโรงสร้าง เจ้าหน้าที่และบุคลากรมีอุดมการณ์เดียวกัน มีความฝันที่อยากทำชุมชนหลายร้อยครัวเรือนนี้ ให้มีสุขภาพดีที่สุด เพื่อเติมเต็มความฝันของคน Generation Wellbeing
5. อยู่ในที่ๆ มีคนดูแลเราทั้งร่างกาย ใจ และจิตวิญญาณ (Body Soul Spirit)
Generation Wellbeing คือการตั้งเป้าหมายร่วมกันระหว่างคุณหมอกับผู้สูงอายุว่า จะมีสุขภาพที่แข็งแรงแบบยั่งยืน อายุ 80 เราต้องอยู่ให้ได้ แบบไม่ต้องพึ่งพาใคร มีหัวใจหลักอยู่ที่คำว่า Body Soul Spirit ร่างกาย ใจ และจิตวิญญาณ ทั้ง 3 ส่วนต้องสัมพันธ์กันอย่างสอดคล้องลงตัว ซึ่งทั้ง 3 สิ่งนี้ต้องถูกออกแบบด้วยโปรแกรมการดูแลที่เหมาะสม อย่างเข้าใจ ต้องออกแบบให้ Body Soul และ Spirit ได้รับการเติมเต็มอย่างเหมาะสม เพื่อให้ก้าวข้ามผ่านตรงนี้ไปได้…การออกแบบก็จะออกแบบตามโปรแกรมที่คุณหมอเห็นสมควร เป็นกิจวัตรประจำวัน เป็นรูปแบบการรักษา เป็นการวางแผน เป็นการออกแบบตั้งแต่ที่อยู่อาศัย ออกแบบการใช้ชีวิต ที่ครบถ้วน ที่เหมาะกับชีวิตของแต่ละคน
เช่นเคสคนไข้มะเร็ง หมอต้องฟื้นฟูร่างกายเป็นหลัก ฟื้นฟูอาหาร หมอจะทำให้ร่างกายของคนไข้มีสุขภาวะที่ดีในจุดที่เค้ายืนอยู่  นั่นก็คือคุณภาพชีวิตในช่วงระยะเวลาที่เหลืออยู่ ในทางกลับกันคนที่ร่างกายปกติดี แต่มีสภาวะจิตใจย่ำแย่ ทำงานไม่ไหว เป็น Burn out Syndrome ซึมเศร้า คุณหมอก็จะมีกระบวนการต่างๆ มาฟื้นฟูสภาพจิตใจ เริ่มจากการไม่ใช้ยาสอดผสานไปกับวิถีชีวิตคนไข้ จะเป็นสิ่งที่ทำให้คนไข้ก้าวข้ามอุปสรรคของชีวิตให้ได้ ทั้งทางด้านสุขภาพ จิตใจ หรือทางด้านของการไม่รู้คุณค่าของตัวเอง สิ่งนี้คือสิ่งที่ทางทีมงานตั้งใจอย่างเต็มที่ ที่จะเป็นเพื่อนร่วมทาง ทำให้คนไข้สามารถที่จะเดินทางไปได้อย่างราบรื่น
การดูแลร่างกาย ใจ และจิตวิญญาณ มันคือสุขภาวะที่ดีแบบยั่งยืน (Sustainable Health) สามารถที่จะนำพาชีวิตของคุณไปได้อย่างดี แต่ถ้าคุณยังหย่อนตรงไหน ที่ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ พร้อมออกแบบทุกอย่างให้สอดคล้องด้วยทีมแพทย์ ให้ครบจบในที่เดียว คุณไม่ต้องไปหาที่ไหนอีก เราทีมบุคลากรทางสุขภาพ เป็นกัลยาณมิตร เป็นหนึ่งในผู้ที่จะช่วยคุณค้นหาแสงนำทางของชีวิต นั่นหมายความว่า ตอนคุณอายุ 80 ปี ก็จะยังมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข แข็งแรงแบบยั่งยืนไปด้วยกัน…โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร
6. อยู่ในที่ๆ ทำให้เรามีคุณค่าอยู่เสมอ
Early Retirement- Early Death เกษียณเร็ว ตายเร็ว…จากงานวิจัยพบว่าคนที่เกษียณเร็วกว่าที่ควร หลายคนอายุสั้น จริงแล้วเพราะเขาขาดจังหวะชีวิตที่ดีงามไป การที่เราได้ออกมาทำงานทุกวัน ถึงแม้เราจะเบื่อก็ตาม แต่การงานนั้นทำให้เราต้อง ตื่นตรงเวลา กินตรงเวลา และทำให้เราต้องกลับบ้านไปหาคนที่เรารักตรงเวลา แต่ถ้าเกษียณแล้ว จะเกิดภาวะซึมเศร้า เกิดภาวะร่างกายแปรปรวน โรคภัยไข้เจ็บก็ตามมา มันคือ Early Death…ก่อนเกษียณจากงานหรือสิ่งที่เราเป็นอยู่ เราต้องมีจังหวะชีวิตที่เป็นของเราเอง รู้ว่า ณ จังหวะชีวิตตอนนี้ เราต้องการอะไร และทำอะไร
เราต้องมีบทต่อไปของตัวเอง เราต้องพักเพื่อมาเกิดงานอีกงานหนึ่ง เกิดสิ่งที่มีประโยชน์อีกหลายๆ อย่างตามมา ดังนั้นคำว่าเกษียณสำหรับหมอ คือ ผละจากสิ่งหนึ่งเพื่อไปต่อบทใหม่ของชีวิตอีกบทหนึ่ง เรียกว่าบทชีวิตในฝัน ที่สำคัญมีการตื่นรู้  รู้ว่าต้องไปทางไหนดี…เเกษียณ สำหรับหมอไม่ได้แปลว่าจบ หากแต่แปลว่า บทใหม่ของชีวิตที่เราออกแบบเองได้ นั่นก็คือการสร้างเรื่องราวใหม่ๆ ให้ชีวิตหลังเกษียณ เป็นเจ้านายตัวเองที่พร้อมออกแบบชีวิตให้มีคุณค่าอยู่เสมอ