Health Articles

ลูกหลานทำอย่างไร...ที่ทำให้ผู้สูงอายุมีความสุข


กลับหน้าหลักบทความ

ผู้สูงอายุเป็นสมาชิกในครอบครัวที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด อาจเป็นพ่อแม่ หรือปู่ย่าตายาย และค่อนข้างจะมีอิทธิพลในการทำบรรยากาศภายในครอบครัวไปในทิศทางที่อบอุ่น หรืออาจตึงเครียดไปเลยก็ได้ ความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้การสนทนาแบบตัวเป็นๆ คุยกันซึ่งๆ หน้าลดน้อยลงไป อาจทำให้ความใกล้ชิดระหว่างผู้สูงอายุกับลูกหลานพลอยจะเหินห่างกันออกไป ที่เคยได้รับการโอบกอด พูดคุย หยอกล้อก็ลดหายไป กลับมาอยู่ตัวคนเดียวสร้างความเครียดและไม่ดีต่อสภาพจิตใจของผู้สูงอายุเป็นอย่างมาก การที่มีอายุมากขึ้น ร่างกายและระบบการทำงานของร่างกายย่อมมีการเสื่อมถอยไปได้บ้าง ความเครียดจากปัญหาสุขภาพของร่างกายและรู้สึกตนเองต้องเป็นภาระของครอบครัว อาจส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ หากผู้สูงอายุหรือลูกหลานที่ดูแลไม่มีการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ก็อาจส่งผลกระทบต่อความอยู่ดีมีสุขของผู้สูงอายุได้เช่นกัน

                 

คำแนะนำสำหรับลูกหลานที่ดูแล

ช่องว่างระหว่างวัยที่ครอบครัวที่มี 3 เจนเนอเรชั่นอยู่ด้วยกัน จำเป็นต้องรับรู้ข้อจำกัดบางอย่างที่ค่อนข้างจะไวต่อความรู้สึกของสมาชิกในครอบครัว คำแนะนำสำหรับลูกหลานที่ควรปฏิบัติต่อผู้สูงอายุที่พำนักอาศัยภายใต้ชายคาเดียวกัน มีดังนี้

1. เข้าใจร่างกายสรีระที่เสื่อมถอยไป บางครั้งท่านอาจจะพูดเสียงดังไป เพราะท่านเองก็ไม่ได้ยินเสียงตัวเอง ลูกหลานต้องรับรู้ว่าท่านได้ยินแค่ไหน มองเห็นระยะแค่ไหน ตาพร่ามัว  สายตาสั้นหรือยาว พูดคล่องแค่ไหน คนที่เป็นพ่อแม่อาจเป็นคนเชื่อมความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ให้คนวัยหลานเข้าใจว่าปู่ย่าตายายเป็นอย่างไร หากเป็นเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ก็อาจพูดให้กำลังใจว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ ถ้าเด็กเข้าใจธรรมชาติเหล่านี้ ก็จะทนได้ว่าท่านพูดเสียงเบา พูดไม่ชัด หรืออาจเสียงดังทั้งๆ ที่ท่านมิได้มีอารมณ์ดุด่า

2. คำนึงถึงการสื่อสารสองทางเป็นช่องทางกระชับความสัมพันธ์ดีที่สุด สำหรับสมาชิกที่ทุกคนในครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ ลูกหลานต้องเป็นฝ่ายชวนคุย ให้ถามถึงเรื่องราวในอดีตที่ท่านภาคภูมิใจ

3. ต้องสุภาพอ่อนน้อม ต้องมีสัมมาคารวะ ต้องดูแลเอาใจใส่ เวลาพูดกับผู้ใหญ่จะต้องหันหน้าไปมอง แล้วก็ต้องพูดให้ช้าลง

4. พูดด้วยความรักด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล การพูดด้วยความรักจะมีโทนของเสียงที่ต่างกับการพูดด้วยความรำคาญ ซึ่งผู้สูงอายุจะไวมากต่อการจับความรู้สึกจากน้ำเสียงของเรา ท่านจะรับรู้ทันทีเลยว่าเราเริ่มรำคาญและเบื่อที่จะพูดแล้ว หรือเราไม่อยากคุยกับท่านแล้ว เรื่องความรู้สึกน้อยใจเป็นเรื่องเกิดง่ายมากในผู้สูงอายุ

5. ให้ความสำคัญในตัวท่านที่เป็นเสาหลักของครอบครัว ผู้สูงอายุจะรู้สึกภาคภูมิใจมากที่ลูกหลานยังเคารพรัก และยังสนใจในตัวท่าน

6. อย่าเอาเรื่องเล็กน้อยมาเป็นอารมณ์ บางทีคำพูดของผู้ใหญ่อาจทำให้เราท้อและเสียกำลังใจ หลายคนอาจจะท้อใจเมื่อเจอกับคำพูดประเภท  ความต้องการลึกๆ ของผู้สูงอายุทุกคนคือ อยากให้ตนเองยังสำคัญ อยากมั่นใจว่าตนไม่ใช่เป็นภาระของลูกหลาน ท่านแค่ส่งสัญญาณให้เราได้รับฟังไว้เท่านั้น

7. การสัมผัสจับไม้จับมือเป็นยาขนานใหญ่ที่ได้ผลทางใจ นวดไม้นวดมือกันบ้างก็ทำให้ท่านผ่อนคลายสบายใจแล้ว หรือถ้ามีเวลาว่างก็พากันไปนวดที่ร้าน  นวดไปพร้อมๆ กันทั้งผู้สูงอายุและลูกหลาน

8. สร้างบรรยากาศใหม่ๆ ในครอบครัว มีสังสรรค์ปาร์ตี้ ซื้อหาอาหารดีๆ มาพบปะสังสรรค์รับประทานด้วยกันระหว่างเครือญาติโดยมีผู้ใหญ่เป็นศูนย์กลางก็ทำให้ผู้สูงอายุได้มีบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นระยะ

9. ให้ท่านเพลิดเพลินกับอุปกรณ์เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ไลน์คุยกับเพื่อนฝูง ดึงท่านออกมาสังคมกับภายนอก ไม่ต้องวนเวียนในเรื่องสุขภาพที่คิดไปเองว่าเจ็บป่วยโน่นนี่ แต่หารอยโรคไม่พบ บางทีก็เป็นเรื่องที่ผู้สูงอายุบางคนชอบแต่ไม่กล้าลอง อยากให้ลูกหลานมาสอนให้ทำเอง

10.  รู้จักประเมินทางจิตวิทยา บางทีผู้สูงอายุสื่อสารแปลกๆ เช่น 

“ยังไหวอยู่หนา ไม่ต้องมาห่วงหรอกนา” จริงๆ เป็นการบอกอ้อมๆ ให้เรารับรู้ว่า ลองประเมินดูซิว่ามันแย่หรือไม่ไหวจริงๆ หรือเปล่า ถ้าได้ยินประโยคประมาณนี้ แสดงว่าท่านเริ่มรู้สึกแย่ขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว ดังนั้น เราพึงใส่ใจในรายละเอียดกิจวัตรประจำวันว่ามีอะไรที่ท่านยังทำได้ อะไรที่เริ่มจะทำไม่ได้หรือไม่ควรทำแล้ว และเราต้องเข้าไปช่วยเหลือ

“อย่ามาทำเหมือนฉันเป็นเด็กอมมือนะ”  คำพูดแบบนี้ลูกหลานจะต้องรับรู้ได้ว่า ทำแค่ไหนที่ท่านพึงพอใจ บางทีทำมากเกินไป จัดระเบียบไปหมดทุกเรื่อง ลึกๆ ท่านแค่อยากให้เราถามไถ่พูดคุยเรื่องทั่วไปบ้างเท่านั้น ถ้าอยากเตือนอะไรก็เพียงแสดงออกด้วยท่าที ก็เป็นอันรู้ใจกันก็พอ

11.สังเกตอาการเครียดที่ซ้อนเร้นในกลุ่มผู้สูงอายุ การตอบสนองของผู้สูงอายุต่อความเครียดที่มีอยู่นั้นแตกต่างกันไป ในแต่ละบุคคล อาการที่แสดงอาจเป็นอาการนำหรือมีอาการร่วมมากกว่าหนึ่งอาการได้ ดังต่อไปนี้

  • วิตกกังวล คิดหรือพูดวกวนเรื่องเดิมๆ
  • เสียใจ ร้องไห้
  • รู้สึกเศร้าโศก ซึมเศร้า เหม่อลอย
  • หงุดหงิด
  • ลุกลี้ลุกลน หรือถูกกดดัน
  • ไม่มีสมาธิ บอกไม่ได้ว่าต้องการอะไร
  • ปัญหาเรื่องการนอน นอนไม่หลับ ฝันร้าย
  • บ่นเพ้อ พึมพำตลอดเวลา
  • ไม่กิน เบื่ออาหาร หรือกินมากเกินไป
  • บ่นปวดทั้งตัว ปวดหัว เจ็บหน้าอก ปวดท้อง ปวดขา

การดูแลผู้สูงอายุเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องใส่ใจในเรื่องการดูแลความสะอาดและสุขอนามัยของร่างกายแล้ว ยังต้องพิถีพิถันในเรื่องที่พักอาศัยและเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ เครื่องนุ่งห่มที่ต้องเอาใจใส่ในเรื่องความสะอาด จัดเตรียมอาหารและยาประจำตัว มีให้ผู้ดูแลต้องทำงานเหล่านี้ได้ตลอดทั้งวัน ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นการดูแดด้านด้านกายภาพที่มีส่วนสำคัญ แต่การดูแลทางใจนั้น จะดีกว่าและง่ายกว่าการดูแลทางกาย เพราะหากใจสบายแล้ว ป่วยเล็กๆ น้อยๆ ก็จะไม่ใช่เรื่องใหญ่

ขอบคุณข้อมูลจาก:  ศาสตราจารย์ นายแพทย์สมเกียรติ วัฒนศิริชัยกุล