Health Articles

3 เทคนิค พิชิตสมองเสื่อม


กลับหน้าหลักบทความ

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ในบรรดาอวัยวะต่างๆ ของร่างกายคนเรานั้น สมองสำคัญที่สุด การที่เราสามารถตื่นขึ้นมารับรู้สิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่อยู่รอบตัวได้ ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็นรูปได้ยินเสียง ได้กลิ่น ลิ้มรสกระทบสัมผัสสิ่งต่างๆ ต่อเนื่องด้วยการจดจำ การคิดนึก มีความรู้สึกต่างๆ เกิดขึ้นและนำไปสู่การตอบสนองด้วยการพูดการกระทำเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำงานของสมองทั้งนั้น ถ้าไม่มีสมอง กระบวนการทั้งหลายเหล่านี้ก็จะไม่เกิดขึ้น อวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย ถ้าทำงานลดลงซัก 50% เรายังพอช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง ยังอาจมีความสุขในชีวิตได้ คนที่กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเสียหายไป 10% ยังสามารถกลับมาวิ่งมาราธอนได้ แต่หาสมองของเราเสียหายซัก 10% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบางตำแหน่ง นั่นอาจทำให้เราไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เลยก็ได้และเพราะสมองเป็นอวัยวะที่สัมพันธ์กับจิตใจมากที่สุด หากสมองของเรามีปัญหา เราอาจจะสูญเสียทักษะการมองโลกในแง่ดี การคิดเชิงบวกหรือความเข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริงไป แล้วอย่างนี้เราจะมีความสุขได้อย่างไร

นักวิทยาศาสตร์ประมาณไว้ว่า สมองคนเรานั้นประกอบด้วยเซลล์สมองราวๆ หนึ่งล้านล้านเซลล์ เกิดเป็นโครงข่ายการสื่อสารที่สลับซับซ้อนมากที่สุดในโลก สมองหนักแค่ 2% ของน้ำหนักตัวแต่ใช้สารอาหาร 30% ของที่เรารับประทานในแต่ละวันและใช้ออกซิเจนราวๆ หนึ่งในสี่ของที่เราหายใจเข้าไป นั่นแสดงให้เห็นว่ามีสมองของเราสำคัญขนาดไหน สมองเจริญเต็มที่สุดในช่วงวัยรุ่นหลังจากอายุ 25-30 ปีไปแล้วก็จะเริ่มเสื่อมลง โดยจะมีการสูญเสียเซลล์สมองราวๆ แปดหมื่นถึงเก้าหมื่นเซลล์ต่อวันสำหรับคนปกติ แน่นอนว่าผู้ที่มีโรคประจำตัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง คนที่สูบบุหรี่จัด มีความเครียดบ่อยๆ นอนน้อยหรืออดนอนประจำ เป็นต้น ก็ย่อมสูญเสียเซลล์สมองไปมากกว่านี้ อย่างไรก็ดี แม้ว่าจำนวนเซลล์สมองของเราจะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า ความฉลาดหรือความคิดสร้างสรรค์จะต้องลดลงด้วยเสมอไป ผู้สูงอายุหลายคนยังคงความเฉลียวฉลาดไว้ได้แม้จะอายุแปดสิบปีแล้ว บางคนยังมีศักยภาพที่เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้อีกเพียงแค่รู้จักดูแลสมองของตนเองอย่างถูกต้องซึ่งประกอบไปด้วยหลักคร่าวๆ อยู่ 3 ได้แก่


1. การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นการนอนหลับให้ได้วันละ 7 ชั่วโมง หรืออย่างน้อย 6 ชั่วโมงขึ้นไป เพราะเกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมตัวเองของสมองและการจัดระเบียบข้อมูลต่างๆ ที่เราได้รับรู้มาตลอดทั้งวัน นอกจากนี้การพักผ่อนก็ไม่ได้หมายถึงแค่การนอนหลับในตอนกลางคืน แต่ยังรวมไปถึงการพักผ่อนสมองในระหว่างวัน อย่างการนอนกลางวันช่วงสั้นๆ ซักครึ่งชม.หรือจะนั่งสมาธิ นั่งอ่านหนังสือจรรโลงใจหรือจะออกไปเดินเล่นชมนกชมไม้ ก็ช่วยให้สมองผ่อนคลายได้


2. การรับประทานอาหารที่ถูกต้องในปริมาณที่เหมาะสม มีข้อมูลเกี่ยวกับสารอาหารที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อสมองอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นรูป
แบบของหนังสือหรือในอินเตอร์เน็ต อะไรที่ควรรับประทาน ปริมาณที่เหมาะสม อะไรที่ไม่ควรรับประทาน สามารถหาได้ไม่ยาก แต่ความยากบางครั้งอยู่ที่การเอาชนะความเคยชินหรือความติดในรสชาติของอาหาร เอาความอร่อยไม่อร่อยนำหน้า ประโยชน์หรือคุณค่ามาทีหลัง

3. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างง่ายสุดคือเดินเร็วๆ ซักวันละสี่สิบนาทีสี่ถึงห้าวันต่อสัปดาห์ นอกจากนี้ต้องไม่ลืมออกกำลังกายสมองของเราด้วยทำกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เช่น เรียนภาษาหรือเล่นดนตรี เล่นเกมส์กระดานกับเพื่อนๆ หรือลูกหลาน ซึ่งช่วยเรื่องทักษะการเข้าสังคม เกมส์ที่เกี่ยวกับคำศัพท์ ตัวเลขความจำเหล่านี้ เป็นต้น

หลักการทั้งสามข้อนี้ เชื่อว่าคงไม่ใช่เพิ่งทราบกันเป็นครั้งแรก หลายคนทำได้อยู่แล้ว แต่ก็ยังมีผู้สูงอายุอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่สามารถทำได้ ซึ่งก็คงขึ้นอยู่กับการเห็นถึงประโยชน์จริงๆ และต้องมีแรงกระตุ้นมากพอที่จะพาตนเองออกมาจากความสุขสบายของการอยู่เฉยๆ

 

ขอขอบคุณบทความจาก  นพ.ปีติ เนตยารักษ์  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านประสาทและสมอง โรงพยาบาลธนบุรี